สาวไปทำงานดูไบ อยากกลับบ้านแต่กลับไม่ได้เพราะถูกนายจ้างยึดพาสปอร์ต หากจะกลับต้องเสียค่าดำเนินการ 50,000 บาท 

           เมื่อวันที่ 2 เดือนกรกฎาคมปีพศ 2564   สาวไปทำงานดูไบ โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งได้มีการอัดคลิปแล้วโพสต์ลง Facebook ส่วนตัวโดยในคลิปนั้นหญิงสาวคนดังกล่าวร้องไห้และบอกเล่าปัญหาของตนเองว่าในขณะนี้เธอเจอปัญหาว่าเธอนั้นอยากกลับประเทศไทยแต่ไม่สามารถกลับได้โดยระบุว่าเธอเดินทางมา ที่ประเทศดูไบด้วยวีซ่าการท่องเที่ยวแต่ที่จริงแล้วเธอต้องการมาทำงานที่ประเทศดูไบโดยงานของเธอนั้นก็คือทำอยู่ร้านทำเล็บ

         ซึ่งตามสัญญา  สาวไปทำงานดูไบ  ที่เธอตกลงไว้กับทางด้านเจ้าของร้านเธอจะได้รับเงินเดือนประมาณ 2,500 เดอร์แฮม นอกจากนี้เธอยังได้มีที่พักฟรีและยังมีอาหารฟรีอีกด้วยเธอจึงตัดสินใจที่จะมาทำงานที่นี่โดยนายจ้างระบุว่าจะมีการเปลี่ยนวีซ่าการท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานให้ภายหลัง  โดยหญิงสาวคนดังกล่าวระบุว่าตนเองนั้นเดินทางมาทำงานที่ประเทศดูไบตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 เดือนกุมภาพันธ์ปีพศ 2564 แล้ว  

          อย่างไรก็ตามหลังจากที่เธอเดินทางมาที่ประเทศดูไบแล้วกลับไม่เป็นไปอย่างที่นายจ้างได้มีการพูดคุยกันเอาไว้เพราะห้องพักที่บอกว่าฟรีนั้นก็เป็นห้องพักรวมซึ่งมีคนอาศัยอยู่ในห้องเดียวกันนั้นเยอะมากเรียกได้ว่าแออัดมากและห้องน้ำก็มีอยู่ห้องเดียวนอกจากนี้อาหารฟรีก็เป็นเพียงแค่กับข้าวอย่างเดียวเท่านั้นกับข้าวต้องเสียค่าใช้จ่ายเองและเมื่อไม่นานมานี้เธอถูกนายจ้างไล่ออกโดยนายจ้างอ้างว่าเธอทำงานไม่เต็มที่ที่สำคัญยังหาว่าเธอแอบสูบบุหรี่ทั้งที่เธอไม่ได้สูบ

          ซึ่งเธอนั้นต้องการที่จะกลับบ้านที่ประเทศไทยแต่ปรากฏว่านายจ้างไม่ยอมคืน พาสปอร์ตให้กับเธอทำให้เธอไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้โดยนายจ้างระบุว่าถ้าหากเธออยากได้พาสปอร์ตคืนจะต้องหาเงินไปจ่ายให้กับนายจ้าง 50,000 บาท ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวระบุว่าเธอไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นซึ่งหลังจากที่เธอพูดคุยตกลงกับนายจ้างไม่ได้เธอจึงได้มีการติดต่อสถานกงสุลประจำประเทศดูไบแต่ว่าผ่านไปหลายวันแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าซึ่งในขณะนี้เธอได้เช่าโรงแรมอาศัยอยู่ทำให้เธอนั้นมีค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเยอะมาก

      ซึ่งในขณะนี้เงินที่เธอเก็บไว้งั้นกำลังร่อยหรอเธอจึงอยากขอความช่วยเหลือสถานทูตของไทยให้ช่วยประสานงานให้เธอเพื่อให้เธอนั้นได้กลับบ้าน  อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องนี้ทางด้านสถานกงสุลได้มีการแนะนำให้เธอนั้นร้องเรียนไปที่กระทรวงแรงงานฟูไจราห์  เพื่อยื่นร้องเรียนนายจ้างถ้าหากว่านายจ้างทำผิดตามกฎหมายจริงซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะมีหน่วยงานไหนช่วยเหลือหญิงสาวคนดังกล่าวให้เดินทางกลับมาประเทศไทยได้หรือไม่ในตอนนี้ 

 

สนับสนุนโดย  gclubฟรี500

น้องสาว อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเสียชีวิตจากการไปดูดไขมันที่คลินิกดังย่านรามคำแหง 

           เมื่อวันที่ 20 เดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ 2564  ช่วงเวลาประมาณเที่ยงได้มีหญิงวัย 54 ปีคนหนึ่งเสียชีวิตขณะที่กำลังเข้ารับการดูดไขมันที่คลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  โดยผู้เสียชีวิตจากการดูดไขมันในครั้งนี้นั้นเป็นถึงน้องสาวของอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดนครศรีธรรมราช  เธอชื่อว่านางศรัณย์ภัทร  ซึ่งเธอนั้นเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองได้มีการไปทำการดูดไขมันที่คลินิกดังแห่งหนึ่งซึ่งเปิดอยู่แถวบริเวณย่านรามคำแหง

         สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ลูกชายของนางศรัณย์ภัทรได้ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า   แม่ของตนเองนั้นเป็นคนที่ชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องของความสวยความงามเป็นปกติอยู่แล้วและก่อนที่จะเดินทางไปคลินิกที่เป็นสถานที่เกิดเหตุนั้นคุณแม่ของเขาได้มีการปรึกษากับคุณหมอหลายคลินิกรวมถึงคุณหมอจากโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งแต่ท้ายที่สุดแล้วก็เลือกที่คลินิกแห่งนี้

          โดยคุณแม่มีกำหนดการดูดไขมันตั้งแต่ 10:00 น และจะเสร็จตอนประมาณ 14:00 น ตรงซึ่งนางสาวนันท์นภัสได้มีการนัดแนะให้ลูกสาวคนโตขับรถมารับที่คลินิกหลังจากที่ดูดไขมันเสร็จอีกด้วย  อย่างไรก็ตามลูกชายของนางศรัณย์ภัทรเล่าให้ฟังว่ายังไม่ถึง 14:00 น เป็นช่วงเวลาประมาณ 13:19 น เท่านั้นเจ้าหน้าที่ของคลินิกที่แม่ของเขาไปทำศัลยกรรมก็โทรติดต่อมา

                โดยแจ้งว่าแม่ของเขาเกิดอาการช็อคและหัวใจหยุดเต้นซึ่งขณะนี้ได้ทำ CPR แล้วแต่ยังไม่ฟื้นซึ่งตัวเขาเองก็ได้คุยกับทางเจ้าหน้าที่ของคลินิกให้ช่วยส่งแม่ไปรักษาอาการที่โรงพยาบาลแต่ทางคลินิกปฏิเสธโดยให้เหตุผลในการที่ไม่ส่งผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการฟ้องร้องกันเกิดขึ้นและทางคลินิกมั่นใจว่าในขณะนี้แม่ของเขาได้เสียชีวิตแล้วซึ่งน่าจะ 90% แล้วที่เสียชีวิตไป 

           เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ยอมส่งไม่ได้เข้าไปโรงพยาบาลดังนั้นเขาจึงรีบโทรไปหาพี่สาวซึ่งอยู่ใกล้แม่มากที่สุดให้ไปช่วยดูอาการของแม่แต่เมื่อพี่สาวไปถึงก็พบว่าแม่ตัวแข็งและตัวเย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งนั่นหมายถึงว่าแม่เขาเสียชีวิตแล้วนั่นเองโดยพี่สาวของเขายืนยันว่าไปถึงหลังจากที่เขาโทรตามพี่สาวเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้นซึ่งแสดงว่าแม่ของเขานะเสียชีวิตไปก่อนที่เจ้าหน้าที่คลีนิคจะโทรมาแจ้งเขานานแล้วเพราะไม่เช่นนั้นแม่จะไม่ตัวแข็งนั่นเอง

       อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นครอบครัวของนางศรัณย์ภัทรยืนยันที่จะเอาผิดคลินิกดังกล่าวให้ถึงที่สุดเนื่องจากว่าปฏิเสธการส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลเพราะทางด้านครอบครัวของนางศรัณย์ภัทรมองว่าถ้าหากคลินิกส่งตัวนางศรัณย์ภัทรไปรักษาที่โรงพยาบาลอาจไม่ถึงแก่ความตายก็เป็นไปได้ 

 

สนับสนุนโดย.  sagame