พาเที่ยวเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี

       เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักประเทศอิตาลีกันเป็นอย่างดีและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ว่ากันว่าเป็นเมืองที่มีความโรแมนติก พาเที่ยวเมืองเวนิส และน่าเดินทางไปเที่ยวซึ่งถ้าหากใครมีโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องอยากจะเดินทางไปเที่ยวที่แห่งนี้นั่นก็คือเมืองเวนิสนั่นเอง

     อย่างไรก็ตามเรารู้กันดีว่าในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกและเมืองเวนิสนั้นก็ล้อมรอบไปด้วยน้ำทะเล เมืองเวนิสนั้นใกล้จะเป็นเมืองที่จะล่มสลายหายไปเพราะน้ำกำลังจะท่วมแล้วแต่ก็ยังสามารถที่จะเดินทางไปเที่ยวได้ในช่วงนี้แต่คาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าอาจจะไม่มีเวลานี้อยู่ในประเทศอิตาลีเลยก็ได้ดังนั้นถ้าหากในช่วงนี้ใครพอที่จะมีเวลาเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศและมีเงินมากพอที่จะเดินทางไปเที่ยวที่ต่างประเทศแนะนำว่าให้ลองไปเที่ยวที่เมืองเวนิสสักครั้งหนึ่งซึ่งมันจะเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมากและที่สำคัญมันสามารถเป็นความทรงจำที่ดีก่อนที่เมืองเวนิสจะไม่มีในโลกนี้อีกต่อไปนั่นเอง

            เมืองเวนิสนั้นเป็นเมืองที่มีความงดงามและมีความแตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆจากในโลกเนื่องจากว่าเมืองเวนิสนั้นมีการก่อสร้างที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองที่สำคัญความสวยงามของเมืองเวนิสนั้นได้รับสมญานามว่าเป็นราชินีแห่ง ทะเลอาเดรียติก  หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นเมืองแห่งสายน้ำ เลยก็ว่าได้ 

         พาเที่ยวเมืองเวนิส  สาเหตุที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตั้งสมญานามว่าเป็นเมืองแห่งสายน้ำนั่นก็เพราะว่าเมืองเวนิสนั้นใช้วิธีการเดินทางส่วนใหญ่แล้วผ่านทางคลองมากกว่าการใช้ถนนหรือใช้รถนั่นเองเนื่องจากว่าถ้าหากไปดูพื้นที่ภายในเมืองเวนิสจะเห็นได้ว่ามีคลองมากมายเต็มไปหมดซึ่งนับได้เป็นจำนวนสูงเกินกว่า 150 คลองเลยทีเดียว

     ซึ่งคลองแต่ละคลองนั้นก็จะมีการเชื่อมต่อระหว่างกันและสามารถที่จะเดินทางผ่านทางคลองได้อย่างรวดเร็วนอกจากนี้สิ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวที่เมืองเวนิสนั่นก็คือการล่องเรือกอนโดล่า  ซึ่งโดยปกติแล้วคู่รักมักจะพากันไปนั่งเรือกอนโดล่าพร้อมกับชมวิวทิวทัศน์รอบเมืองเวนิสในขณะที่จะมีเพลงบรรเลงอยู่บนเรือกอนโดล่าให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินอีกด้วยและการที่นั่งเรือกอนโดล่าไปขณะที่ฟังเพลงชมวิวทิวทัศน์ของเมืองเวนิสไฟก็คือสัญลักษณ์แห่งหนึ่งของเมืองแห่งนี้นั่นเองนอก

       จากนี้ในขณะที่คุณมองวิวทิวทัศน์ของเมืองเวนิสนั้นคุณก็จะเห็นว่าที่นี่นั้นทั้งในช่วงเวลากลางวันและกลางคืนเป็นสถานที่ที่มีความงดงามเป็นอย่างมากในช่วงเวลากลางคืนที่นี่จะเป็นเมืองแห่งเสียงดนตรีในขณะที่ช่วงเวลากลางวันก็จะเต็มไปด้วยศิลปะวัฒนธรรมมากมายดังนั้นผู้ที่ชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องของผลงานด้านศิลปะจึงมักจะเดินทางมาเที่ยวที่เมืองเวนิสเพราะสามารถที่จะศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทั้งในเรื่องเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของประเทศอิตาลีและยังสามารถศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการค้าการขายการเดินเรือขอ ที่มีความเจริญก้าวหน้ามานับพันปีได้อีกด้วย 

 

สนับสนุนโดย.  sexybaccarat

เมืองเวนิส  ประเทศอิตาลี  เมืองที่ควรไปเที่ยวก่อนที่จะหายไปจากโลก 

         หากพูดถึงประเทศอิตาลีเชื่อว่าหลายคนย่อมรู้จักเมืองหลวงของประเทศนี้กันเป็นอย่างดี  เมืองเวนิส  ประเทศอิตาลี เนื่องจากว่าเป็นเมืองที่ได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองที่มีความสวยงามและความโรแมนติกเป็นอย่างมากหลายคนที่เดินทางไปเที่ยวอิตาลีก็จะหาโอกาสแวะไปเที่ยวที่เมืองเวนิสโดยสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของ venice และสร้างชื่อเสียงระดับโลกให้กับเมืองเวนิสซึ่งก็คือการล่องแม่น้ำสายสำคัญของเมืองเวนิสโดยจะมีนักดนตรีคอยขับกล่อมเพลงระหว่างที่คุณนั่งชมแม่น้ำรอบเมืองเวนิสนั่นเองซึ่งมีการมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวนิซที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี

         อย่างไรก็ตามอย่างที่รู้กันว่าประเทศอิตาลีนั้นเป็นประเทศซึ่งมีเกาะขนาดเล็กหลายๆเกาะรวมกันและเมืองเวนิสก็เป็นเมือง 1 ของประเทศอิตาลีที่เป็นเกาะ  บนเกาะของเมืองเวนิสนั้นจะเต็มไปด้วยคลองซึ่งมีทั้งคลองขนาดเล็กและคลองขนาดใหญ่มากมายเต็มไปหมดดังนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าหากคุณได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เมือง  venice จะเห็นสะพานมากมายเต็มไปหมดบนเมืองเวนิสแห่งนี้เพราะสะพานนั้นจะใช้สำหรับในการสัญจรข้ามไปมาระหว่างคลองและแม่น้ำ  ทำให้ที่เมืองเวนิสได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองแห่งสายน้ำและเมืองแห่งสะพาน

       เมืองเวนิส  ประเทศอิตาลี การเดินทางภายในเมืองเวนิสนั้นส่วนใหญ่จะเน้นการเดินทางผ่านทางน้ำเนื่องจากว่ามีคลองเยอะและเชื่อมต่อถึงกันดังนั้นการคมนาคมส่วนใหญ่จึงใช้เรือในการเดินทางหรือบางคนก็ถนัดในเรื่องของการเดินทางเท้าซึ่งเมืองเวนิสจะไม่ค่อยมีรถวิ่งมากนักอย่างไรก็ตามเราคงได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้วว่าในขณะนี้ในบางปีเมืองเวนิสจะมีปัญหาเรื่องของน้ำขึ้นซึ่งเกิดจากน้ำทะเลนั้นหนุนทำให้เมืองเวนิสนั้นมีน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง    

        สถานการณ์ของประเทศอิตาลี นั้นก็ไม่ค่อยดีมากนักเพราะว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเกาะต่างๆใน ประเทศนั้นมีสถานการณ์เรื่องของน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองเวนิสซึ่งเรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการเกิดอุทกภัยบ่อยๆโดยสถานการณ์ของการเกิดน้ำท่วมในเมืองเวนิสนั้นเริ่มมาตั้งแต่ช่วงประมาณปีค.ศ 1900    ซึ่งในตอนนั้นจะเห็นได้ว่ามีน้ำท่วมแถวบริเวณ เซนท์มาร์กสแควร์ เกือบสิบครั้งเลยทีเดียว

         อย่างไรก็ตามปัญหาน้ำท่วมนั้นเกิดขึ้นทุกปีและเกิดขึ้นเรื่อยๆมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งช่วงประมาณปีค.ศ 1980 มีน้ำท่วมบริเวณจุดเดิมถึงสีสิบครั้งและพอมาถึงช่วงประมาณปีพ. ศ. 2000 อีกมากกว่า หกสิบ ครั้งดังนั้นจึงทำให้มีการคาดการณ์เอาไว้ว่าในอนาคตอีกไม่ไกลนี้เราอาจจะไม่ได้มีเมืองเวนิสเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวในโลกนี้อีกแล้วเพราะอาจจะถูกน้ำท่วมแบบถาวรซึ่งการคาดการณ์นี้เชื่อว่าไม่ถึงร้อยปีเมืองเวนิสต้องจมอยู่ใต้น้ำอย่างแน่นอน 

 

สนับสนุนโดย.    gclub ฝากขั้นต่ำ 20

สาวไปทำงานดูไบ อยากกลับบ้านแต่กลับไม่ได้เพราะถูกนายจ้างยึดพาสปอร์ต หากจะกลับต้องเสียค่าดำเนินการ 50,000 บาท 

           เมื่อวันที่ 2 เดือนกรกฎาคมปีพศ 2564   สาวไปทำงานดูไบ โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งได้มีการอัดคลิปแล้วโพสต์ลง Facebook ส่วนตัวโดยในคลิปนั้นหญิงสาวคนดังกล่าวร้องไห้และบอกเล่าปัญหาของตนเองว่าในขณะนี้เธอเจอปัญหาว่าเธอนั้นอยากกลับประเทศไทยแต่ไม่สามารถกลับได้โดยระบุว่าเธอเดินทางมา ที่ประเทศดูไบด้วยวีซ่าการท่องเที่ยวแต่ที่จริงแล้วเธอต้องการมาทำงานที่ประเทศดูไบโดยงานของเธอนั้นก็คือทำอยู่ร้านทำเล็บ

         ซึ่งตามสัญญา  สาวไปทำงานดูไบ  ที่เธอตกลงไว้กับทางด้านเจ้าของร้านเธอจะได้รับเงินเดือนประมาณ 2,500 เดอร์แฮม นอกจากนี้เธอยังได้มีที่พักฟรีและยังมีอาหารฟรีอีกด้วยเธอจึงตัดสินใจที่จะมาทำงานที่นี่โดยนายจ้างระบุว่าจะมีการเปลี่ยนวีซ่าการท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานให้ภายหลัง  โดยหญิงสาวคนดังกล่าวระบุว่าตนเองนั้นเดินทางมาทำงานที่ประเทศดูไบตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 เดือนกุมภาพันธ์ปีพศ 2564 แล้ว  

          อย่างไรก็ตามหลังจากที่เธอเดินทางมาที่ประเทศดูไบแล้วกลับไม่เป็นไปอย่างที่นายจ้างได้มีการพูดคุยกันเอาไว้เพราะห้องพักที่บอกว่าฟรีนั้นก็เป็นห้องพักรวมซึ่งมีคนอาศัยอยู่ในห้องเดียวกันนั้นเยอะมากเรียกได้ว่าแออัดมากและห้องน้ำก็มีอยู่ห้องเดียวนอกจากนี้อาหารฟรีก็เป็นเพียงแค่กับข้าวอย่างเดียวเท่านั้นกับข้าวต้องเสียค่าใช้จ่ายเองและเมื่อไม่นานมานี้เธอถูกนายจ้างไล่ออกโดยนายจ้างอ้างว่าเธอทำงานไม่เต็มที่ที่สำคัญยังหาว่าเธอแอบสูบบุหรี่ทั้งที่เธอไม่ได้สูบ

          ซึ่งเธอนั้นต้องการที่จะกลับบ้านที่ประเทศไทยแต่ปรากฏว่านายจ้างไม่ยอมคืน พาสปอร์ตให้กับเธอทำให้เธอไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้โดยนายจ้างระบุว่าถ้าหากเธออยากได้พาสปอร์ตคืนจะต้องหาเงินไปจ่ายให้กับนายจ้าง 50,000 บาท ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวระบุว่าเธอไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นซึ่งหลังจากที่เธอพูดคุยตกลงกับนายจ้างไม่ได้เธอจึงได้มีการติดต่อสถานกงสุลประจำประเทศดูไบแต่ว่าผ่านไปหลายวันแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าซึ่งในขณะนี้เธอได้เช่าโรงแรมอาศัยอยู่ทำให้เธอนั้นมีค่าใช้จ่ายในแต่ละวันเยอะมาก

      ซึ่งในขณะนี้เงินที่เธอเก็บไว้งั้นกำลังร่อยหรอเธอจึงอยากขอความช่วยเหลือสถานทูตของไทยให้ช่วยประสานงานให้เธอเพื่อให้เธอนั้นได้กลับบ้าน  อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องนี้ทางด้านสถานกงสุลได้มีการแนะนำให้เธอนั้นร้องเรียนไปที่กระทรวงแรงงานฟูไจราห์  เพื่อยื่นร้องเรียนนายจ้างถ้าหากว่านายจ้างทำผิดตามกฎหมายจริงซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะมีหน่วยงานไหนช่วยเหลือหญิงสาวคนดังกล่าวให้เดินทางกลับมาประเทศไทยได้หรือไม่ในตอนนี้ 

 

สนับสนุนโดย  gclubฟรี500

เที่ยวเมืองมงส์ ประเทศเบลเยียม

         สำหรับการท่องเที่ยวที่เราจะพาไป เที่ยวเมืองมงส์ ในครั้งนี้ยังคงเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเบลเยี่ยมและสถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากจะพาไปรู้จักนี้จะเป็นแค่เมืองเล็กๆเท่านั้นแต่บอกได้เลยว่าถึงจะเป็นแค่เมืองเล็กๆนั้นแต่ก็มีความสำคัญกับประเทศเบลเยี่ยมเช่นเดียวกันและที่สำคัญนั้นสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองนี้ก็มีเยอะไม่แพ้กับเมืองใหญ่ๆของประเทศเบลเยี่ยมกันเลยทีเดียวโดยเหมือนที่เราจะพาไปเที่ยวกันนี้มีชื่อเรียกว่า  เมืองมงส์ 

         เมืองแห่งนี้นั้นเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะและวัฒนธรรม  ซึ่งเมืองนี้ได้มีการถูกคัดเลือกให้เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมของยุโรปเลยทีเดียวประชาชนที่อาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้นั้นมีอยู่ประมาณ หนึ่งแสนคนเท่านั้นแต่อย่างไรก็ตามในขณะนี้มีแนวโน้มว่าประชากรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากการที่รัฐบาลนั้นมีการรณรงค์ให้ประชาชนนั้นมีลูกกันมากขึ้น           

       อย่างไรก็ตาม เมืองมงส์ อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในวงการของนักท่องเที่ยวกันมากนัก  แต่ถ้าหากใครที่ชื่นชอบเกี่ยวกับเรื่องของศิลปะวัฒนธรรมจะรู้จักเมืองนี้กันเป็นอย่างดีเพราะที่นี่จะมีการโปรโมทชื่อเสียงของเมืองไปในลักษณะของเมืองแห่งวัฒนธรรมและศิลปะนั่นเองอย่างไรก็ตามถ้ามีโอกาสได้เดินทางมาเที่ยวที่เมืองมงส์ แล้วล่ะก็  สถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนั้นไม่ควรพลาดที่จะไปเลยก็คือ ที่ Belfry of Mons นั่นเองบอกเลยว่าสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ฮิตมากมาก

         สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมา เที่ยวเมืองมงส์ เมืองนี้ซึ่งลักษณะของ Belfry of Mons นั้นจะมีลักษณะคล้ายกับหอระฆังทรงสี่เหลี่ยมซึ่งมีความสูงมาถึง 87 เมตรด้วยกันด้านนอกของตัวหอระฆังแห่งนี้นั้นจะมีการแขวนระฆังเอาไว้ซึ่งนับจำนวนได้ประมาณ 49 ใบในขณะที่ด้านในของหอระฆังแห่งนี้นั้นจะมีการทำเป็นบันไดวนเชื่อมต่อกันเป็นชั้นๆไปจนถึงบนยอดหอคอยซึ่งแต่ละฝังผนังของหอระฆังแห่งนี้จะใช้อิฐในการก่อสร้างต่อกันเป็นชั้นๆจนเป็นยอดสูงซึ่งมีการใช้ it รวมกันทั้งหมดเกือบ 5 แสนก็เลยทีเดียว

          ศิลปะที่ใช้ในการก่อสร้างหอระฆังแห่งนี้นั้นจะมีการออกแบบในรูปแบบของสไตล์บาโรกซึ่งเป็นสไตล์เก่าแก่ในสมัยโบราณและสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นสถานที่แห่งเดียวในเมืองมงส์  ที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์บาโรกนั่นเองแน่นอนว่าด้วยความเก่าแก่ของหอระฆังแห่งนี้ทางด้านยูเนสโกจึงได้มีการยกย่องที่นี่ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกเลยทีเดียวซึ่งถ้าหากนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเดินทางมาเที่ยวที่เมืองแห่งนี้ต้องไม่พลาดที่จะแวะมาถ่ายรูปและเดินขึ้นไปบนยอดสูงสุดของหอระฆังเพื่อชมวิวทิวทัศน์รอบเมืองมงส์ นะคะ รับรองว่าคุณจะเจอวิวที่งดงามอย่างแน่นอน    

 

 

สนับสนุนโดย.    Ufabet เข้าสู่ระบบ